Browse Author by Alice Herrera
บริหารเวลาทำงาน

บริหารเวลาอย่างไร ให้เข้ากับนาฬิกาชีวิต

นาฬิกาชีวิต

นาฬิกาชีวิตเป็นศาสตร์ที่มีมาแต่โบราณ โดยเราทุกคนมีช่วงเวลาที่อวัยวะแต่ละส่วนทำงานได้ดีมากน้อยไม่เท่ากัน จึงเป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้และบริหารเวลากิจกรรมทุกวันให้สัมพันธ์กับนาฬิกาชีวิต เพื่อให้สุขภาพดีในระยะยาว

ช่วงเวลาแห่งการดีทอกซ์ – ช่วงเวลาตีหนึ่งถึงตีสาม เราควรนอนหลับให้สนิท เพราะเป็นช่วงสำคัญที่ตับได้ทำหน้าที่ขับสารพิษ เช่น สารต้านอนุมูลอิสระจากความเครียด และสารเจือปนในอาหารที่เรารับประทานระหว่างวันออกไปให้มากที่สุด และยังเป็นช่วงที่มีการหลั่งสารเมลาโทนินให้มีฤทธิ์ทำให้เราหลับลึก ได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ด้วย จึงช่วยชะลอวัยให้ดูอ่อนเยาว์ได้นาน

ช่วงแห่งการฟื้นฟูปอด – ช่วงเวลาตีสามถึงตีห้า เป็นเวลาที่หลายคนตื่นนอนเพื่อเตรียมตัวไปทำงาน และเป็นเวลาดีสำหรับการสูดดมออกซิเจนบริสุทธิ์จากอากาศไปฟื้นฟูระบบทางเดินหายใจด้วย การตื่นนอนในช่วงเวลานี้และเดินสูดอากาศในสวนสาธารณะจึงทำให้ร่างกายสดชื่น สมองแจ่มใสพร้อมต่อการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพทั้งวัน

ช่วงแห่งการกระตุ้นลำไส้ใหญ่ – ช่วงเวลาตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า เป็นเวลาสำคัญที่ควรกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่บีบตัว โดยการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย เพียงใช้เทคนิคง่าย ๆ คือ หลังจากตื่นนอนตอนเช้าให้ดื่มน้ำสะอาด 1 แก้วและเดิน 15-30 นาที หรือการรับประทานกล้วยน้ำว้าสุกหรือลูกพรุนเป็นประจำก่อนนอน ก็จะทำให้ลำไส้ใหญ่ทำงานดี ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคริดสีดวงทวารหนักและท้องผูกได้ด้วย

ช่วงกระเพาะเปิดรับอาหาร – เวลาเจ็ดโมงถึงเก้าโมงเช้า เป็นเวลาดีสำหรับกระตุ้นระบบย่อยในกระเพาะอาหาร เราจึงควรรับประทานอาหารมื้อแรกของทุกวันในเวลานี้ และยังทำให้ร่างกายสดชื่นหลังจากการอดอาหารมาตลอดทั้งคืน ทั้งนี้มีผลวิจัยพบว่าคนที่รับประทานอาหารเช้าในช่วงเวลาดังกล่าว จะมีโอกาสเป็นโรคอ้วนและเบาหวานน้อยลงด้วย

ช่วงเวลาที่เหมาะต่อการออกกำลังกาย – ช่วงหนึ่งทุ่มถึงสามทุ่มเป็นเวลาการขับของเสียของไต จึงควรออกกำลังกายตอนนี้ เช่น วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ ตีเทนนิส ฯลฯ และควรลดการรับประทานอาหารโปรตีนในช่วงมื้อเย็น เพื่อให้ไตไม่ทำงานหนักเกินไป จะทำให้การลดน้ำหนักได้ผลดีและสุขภาพโดยรวมดีขึ้นด้วย

ตัวอย่างที่กล่าวมา แสดงให้เห็นว่าแต่ละช่วงเวลามีสิ่งที่ควรทำแตกต่างกัน หากบริหารเวลาให้เข้ากับนาฬิกาชีวิตได้เป็นประจำทุกวัน พร้อมกับการเลือกรับประทานอาหารที่ดี หากิจกรรมที่ผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน ฯลฯ ก็จะทำให้สุขภาพของคุณดีขึ้น มีพลังกายและพลังสมองที่พร้อมต่อการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และจะมีประสิทธิภาพการทํางานดีขึ้นด้วย

เรื่องของเวลา

6 ด้านที่ควรปรับเพื่อพัฒนาการใช้ชีวิตแต่ละวันให้ดีขึ้น

6 ด้านที่ควรปรับเพื่อพัฒนาการใช้ชีวิตแต่ละวันให้ดีขึ้น

คนที่ประสบความสำเร็จจะมีการพัฒนาตัวเองด้วยการวางแผนบริหารเวลา ว่าช่วงนี้จะต้องทำอะไรในแต่ละวันหรือแต่ละสัปดาห์ เมื่อมีการวางแผนไว้ดีและเลือกลำดับความสำคัญว่าอะไรควรทำก่อนหรือควรทำทีหลังแล้ว เขาก็จะมีการดำเนินชีวิตไปตามแผนและยังทำให้มีเวลาว่างเหลือมากทั้งที่งานเยอะ ด้วยเหตุนี้ เราจึงมี 6 ด้านที่ควรบริหารเวลาในการพัฒนาตัวเอง เพื่อให้คุณใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด แล้วคุณจะพบว่ามีเวลาเหลือมากกว่าเดิม

การงาน การเงินหรือการเรียน – การให้เวลากับตัวเองด้วยการศึกษาเรียนรู้พัฒนาศักยภาพตัวเองเพื่อประโยชน์ในอนาคต เช่น การหางานเสริมด้วยช่องทางที่สร้างความรุ่งเรืองเพื่อให้คุณได้ก้าวต่อไปข้างหน้า

สมาธิหรือจิตใจ – การจัดสรรเวลาอยู่กับตัวเองในด้านสมาธิหรือจิตใจจะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์ หมายความว่า มีใจนิ่ง ใจสบายมากขึ้น มีความสดชื่นและทรงพลังจนมีความพร้อมที่จะปฏิบัติทุกภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความคิด – การบริหารเวลาด้วยการสรรหาความรู้เพิ่มขึ้นตลอดซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากการฟังและการอ่าน จากนั้นให้มีการประเมินตัวเองเป็นช่วง ๆ อาจจะประเมินเป็นระยะเวลา 1 เดือน 3 เดือน หรือ 6 เดือน ว่ามีการพัฒนาได้มากแค่ไหนหลังจากที่มีการนำความรู้มาใช้จริง เหมือนเหล่านักเตะชื่อดัง เอ็มบับเป้ เนย์มาร์ เมสซี่ คนเหล่านี้ย่อมมีการเทียบตัวเองให้พัฒนาขึ้นทุกๆเดือนเพื่อวิ่งไปจุดสูงสุดของฟุตบอล จนเกิดผลิตผลขึ้นมาซึ่งสามารถสังเกตได้ว่ามีความคิดที่ดีกว่าเดิม หรือเมื่อเจอปัญหาก็มีไหวพริบ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้

สุขภาพ – การจัดสรรเวลาด้านสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน หากใครมีร่างกายที่อ้วนเกินไปจะเสียสุขภาพได้ ก็ควรมีการปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นด้วยการควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายบ้างเพื่อให้น้ำหนักลดลงมา ในทางตรงข้ามถ้าใครมีร่างกายผอมเกินไปก็ควรรับประทานอาหารเพิ่ม เมื่อบริหารเวลาด้านนี้ สุดท้ายก็จะมีสุขภาพร่างกายที่ดี

ครอบครัวและคนรัก – การมีเวลาทำกิจกรรมร่วมกันกับสมาชิกในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมอาสาสมัคร การร่วมกันนั่งสมาธิหรือกิจกรรมอื่นในทางสร้างสรรค์ ก็จะช่วยให้จิตใจแต่ละสมาชิกมีความสุข สร้างความผูกพันธ์และความอบอุ่นระหว่างสมาชิกในครอบครัวได้เป็นอย่างดี

สังคม – การทำเพื่อสังคมคือ การเสียสละสิ่งของ สละอารมณ์หรืออื่น ๆ ซึ่งคนที่จะบริหารเวลาด้านนี้จะต้องเป็นคนที่เสียสละได้ ในทางตรงข้ามหากเป็นคนที่ไม่ค่อยรู้จักการเสียสละให้กับผู้อื่น ก็จะบริหารเวลาด้านนี้ได้ไม่มากนัก เพราะเมื่อไหร่มีการทำงานที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่นเป็นจำนวนมาก ก็จะทำให้เครียด

6 ด้านที่ควรบริหารเวลาเพื่อพัฒนาตัวเอง ถือว่าเป็นการสร้างวินัยในเรื่องของเวลาในการควบคุมว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ แบบไม่ใช่อยากทำอะไรก็ทำไปเรื่อย ๆ ตามใจ จนดึกดื่นหรือเที่ยงคืน เพราะถ้าเป็นเช่นนี้ก็จะเป็นการใช้เวลาอย่างไม่คุ้มค่า ดังนั้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการประสบความสำเร็จ ลองบริหารเวลาในด้านต่าง ๆ จากที่กล่าวมาข้างต้น แล้วคุณจะพบว่าตัวเองมีความสุขและภูมิใจที่สามารถบริหารเวลาในชีวิตได้อย่างเหมาะสม และมีเวลาเหลือมากกว่าเดิม

บริหารเวลาทำงาน

ปัญหาจากการบริหารเวลาไม่มีประสิทธิภาพ

ปัญหาจากการบริหารเวลาไม่มีประสิทธิภาพ

เราต่างเคยได้ยินคำกล่าวว่า ในแต่ละวันควรบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในวัยทำงาน เพื่อให้มีหน้าที่การงานที่เติบโตก้าวหน้า ในบทความนี้เราจะมองในมุมกลับกัน คือ ให้คุณได้เห็นว่าจะมีปัญหาอะไรจะขึ้นบ้าง หากคุณบริหารเวลาอย่างขาดประสิทธิภาพ

1. อาชีพการงานไม่ก้าวหน้า

หากคุณไม่สามารถที่จะควบคุมเวลาในการมาทำงานได้ตรงเวลา หรือไม่สามารถทำงานได้สำเร็จตามเวลาที่เจ้านายสั่ง ก็จะทำให้ผลประเมินคุณภาพการทำงานของคุณได้คะแนนน้อย ส่งผลโดยตรงต่อหน้าที่การงาน ทำให้ไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร ที่สำคัญคือ เงินเดือนของคุณก็จะน้อยกว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ที่มีอายุงานใกล้เคียงกัน

2. ไม่สามารถทำอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้เพิ่มได้

การทำอาชีพเสริมถือว่าเป็นแหล่งรายได้เพิ่มที่ดี โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ผู้คนมีอัตราการแข่งขันกันสูง เมื่อมีอาชีพเสริมจะทำให้คุณรู้สึกปลอดภัยทางการเงินและลดความเสี่ยงหากคุณต้องตกอยู่ในภาวะว่างงานกะทันหัน

ถ้าคุณไม่สามารถบริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็เท่ากับคุณไม่มีโอกาสที่จะใช้เวลาว่างจากการทำงานหลัก ไปสร้างรายได้ใหม่ในรูปแบบต่าง ๆ ได้เลย คนที่มีความใฝ่ฝันอยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง หรือมีเงินเก็บมากขึ้น จึงต้องจัดสรรการใช้เวลาอย่างมีคุณภาพยิ่งขึ้น

3. ขาดความภาคภูมิใจในตัวเอง

การบริหารจัดการเวลาที่มีประสิทธิภาพนั้นจะทำให้ในแต่ละวันของคุณมีพลังที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้ได้ตามเป้าหมาย โดยคุณต้องลงตารางงานเอาไว้ลำดับตามความสำคัญและเร่งด่วน จากขั้นสูงสุดไปขั้นต่ำสุด

เมื่อคุณทำได้ตามเป้าหมายในแต่ละวัน ก็จะรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง ว่าสามารถทำงานได้สำเร็จตามที่วางแผนไว้ เจ้านายก็ปลื้มที่มีลูกน้องรับผิดชอบแบบคุณ ลูกน้องก็ยกย่องเอาคุณเป็นตัวอย่าง หากคุณไม่สามารถใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ความภาคภูมิใจเหล่านี้ก็จะไม่เกิดขึ้น

4. การมีสุขภาพไม่แข็งแรง

ผู้ที่ไม่รู้จักบริหารเวลาให้เต็มประสิทธิภาพ มักจะมีงานคั่งค้างอยู่ส่วนมาก ทำให้มักต้องเอากลับมาทำต่อที่บ้าน ทั้งยังขาดแรงจูงใจในการที่จะดูแลสุขภาพของตัวเอง ส่งผลเสียในระยะยาว ทำให้สุขภาพอ่อนแอเจ็บป่วยเป็นโรคต่าง ๆ ง่าย เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ภาวะความดันโลหิตสูง เกิดอาการเครียด เป็นต้น ส่วนคนที่รู้จักบริหารจัดการเวลาตัวเองอย่างดี มักจะมีวินัยในการดูแลสุขภาพตัวเองที่ดีกว่า

จะเห็นได้ว่า การบริหารเวลาที่ขาดประสิทธิภาพ จะส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตของทุกคนทั้งด้านความก้าวหน้า การเงินและสุขภาพ เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญในการจัดสรรใช้เวลาอย่างดีที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลเสียต่อตัวเองดังที่กล่าวมา

บริหารเวลาทำงาน

เทคนิคการบริหารเวลาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

4 เทคนิคบริหารเวลา

ถ้าให้เลือกบางสิ่งบางอย่างคุณจะเลือกอะไรให้กับชีวิต หนึ่ง การงาน สอง เงิน สาม สุขภาพ สี่ ความสัมพันธ์ ห้า เวลา ซึ่งแน่นอนว่าคำตอบของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป ถ้าเป็นคำตอบของเรา คือ เวลา เพราะถ้าไม่มีเวลาแล้ว ก็ไม่สามารถทำงานได้ นำไปสู่การไม่มีเงิน ไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัวและเพื่อนฝูง ก็จะทำให้สูญเสียความสัมพันธ์ นอกจากนี้ถ้าไม่มีเวลานอนหลับก็จะทำให้เจ็บป่วยจนเสียสุขภาพได้

ในทางตรงข้าม หากมีเวลาเหลือเฟือก็สามารถจัดการทุกอย่างที่ต้องการและทำให้มีความสุขในชีวิตเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เวลามีจำกัด แค่ 24 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เราจึงมี 4 เทคนิคการบริหารเวลาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังต่อไปนี้

4 เทคนิคบริหารเวลา

เทคนิคที่ 1 กิจกรรมที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของคุณ

เริ่มต้นการตั้งคำถามกับตัวเองว่า “สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคืออะไร” แล้วจัดกิจกรรมที่มีความสำคัญในส่วนนี้เป็นอันดับแรกหรือด่วนที่สุดที่จะต้องทำ ซึ่งแต่ละคนมีมุมมองต่อความสำคัญที่สุดไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ไม่มีใครตอบแทนใครได้ว่าเรื่องไหนสำคัญนอกจากตัวเอง เช่น บางคนเน้นเรื่องงานเป็นหลัก บางคนเน้นเรื่องความสัมพันธ์หรือความรัก เป็นต้น

เทคนิคที่ 2 กิจกรรมที่ไม่ด่วนที่สุด แต่จำเป็นต้องทำ

การบริหารเวลาในส่วนนี้ ทุกคนจะต้องมีเพราะเป็นกิจกรรมประจำวัน แต่อย่างไรก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่ไม่ด่วนมากนัก เช่น ซักผ้า ทำความสะอาดบ้านในกรณีที่ต้องทำเอง ไม่ได้จ้างแม่บ้าน เป็นต้น หากไม่มีเวลาทำกิจกรรมในส่วนนี้ ก็จะทำให้มีผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นบ้านสกปรก ไม่มีเสื้อผ้าใส่เพราะไม่ได้ซักผ้า

เทคนิคที่ 3 กิจกรรมที่สามารถให้คนอื่นทำสิ่งต่าง ๆ แทนคุณ

การบริหารเวลาในส่วนนี้ เป็นกิจกรรมที่สามารถให้คนอื่นทำแทนกันได้ เช่น จองตั๋วคอนเสิร์ต จองตั๋วเครื่องบิน ฝากเพื่อนร่วมงานถ่ายเอกสาร จ้างคนอื่นทำงานแทน เป็นต้น ซึ่งเป็นการช่วยให้คุณได้ประหยัดเวลาเพื่อไปทำหรือโฟกัสในสิ่งที่คุณอยากทำและสำคัญมากกว่า

เทคนิคที่ 4 กิจกรรมที่สนุกสนาน

การจัดการเวลาในส่วนนี้ จะมีหรือไม่มีก็ได้เพราะไม่ได้สำคัญมากนัก เช่น การดูหนัง ฟังเพลงในยูทูป เล่นเกมส์ เที่ยว แชทเล่นกับเพื่อน เป็นต้น เป็นเวลาที่ไม่มีผลกระทบหรือความเสียหายแต่อย่างใดเพราะเป็นเวลาที่ทำให้เพลิดเพลินและเติมสีสันให้กับชีวิตเท่านั้น หากเวลาส่วนนี้มีมากเกินไปก็อาจไปกระทบหรือกินเวลาในส่วนอื่น ๆ ที่เราได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น

หากไม่มีการบริหารเวลา ก็จะส่งผลกระทบต่อการวางแผนที่ต้องทำในแต่ละวัน ว่าจะทำอะไร ที่ไหนและอย่างไร กล่าวคือ สิ่งที่ทำอยู่นั้นก็จะไม่สามารถดำเนินการได้ แสดงให้เห็นว่าเป็นการใช้เวลาโดยเปล่าประโยชน์และไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น การบริหารเวลา อย่างเหมาะสม จึงเป็นตัวกำหนดว่าคุณจะประสบความสำเร็จและมีความสุขในเรื่องต่าง ๆ นั่นเอง

เทคนิคการบริหารเวลาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

บริหารเวลาทำงาน

เคล็ดลับบริหารเวลางานประจำ งานเสริม และเวลาส่วนตัว

เคล็ดลับบริหารเวลางานประจำ งานเสริม และเวลาส่วนตัว

ทุกวันนี้การทำงานประจำอย่างเดียว อาจจะมีรายได้ไม่พอค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ทำให้คนส่วนใหญ่หันมาทำอาชีพเสริม เพื่อให้ได้รายได้อีกทางมาช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย แต่การทำทั้งสองงานให้ประสบความสำเร็จทั้งคู่ อาจจะไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องเวลา จากตอนแรกเราต้องแบ่งเวลาแค่ 2 ช่วง คือเวลางานประจำ และเวลาส่วนตัว พอมีงานเสริม กลับต้องแบ่ง 24 ชั่วโมงเป็น 3 ส่วน ซึ่งวันนี้เรามี เคล็ดลับบริหารงานทั้ง 3 ช่วงเวลามาฝากกัน

บริหารเวลา โดยการแบ่งเวลาให้เป็น

การแบ่งเวลาให้เป็นสามารถเริ่มได้ด้วยการวางแผนจัดตารางเวลา เช่น 1 วันเรามีสิ่งไหนที่ต้องทำบ้าง ควรเริ่มจากการวางแผนรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายปี หลังจากเราวางแผนแล้ว เราก็ควรที่จะจัดลำดับหรือให้ความสำคัญของงานแต่ละอย่าง โดยสามารถแบ่งระดับความสำคัญได้เป็น 4 ประเภท คือ

1. สำคัญ และเร่งด่วน
2. สำคัญ แต่ไม่เร่งด่วน
3. ไม่สำคัญ แต่เร่งด่วน
4. ไม่สำคัญ และไม่เร่งด่วน

หลังจากจัดลำดับความสำคัญได้แล้ว เราต้องทำตามแผนงานตารางเวลาที่วางไว้ ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง เลื่อนไปทำวันอื่น เขียนแล้วต้องทำให้ได้ เป็นการฝึกวินัยให้ตนเองด้วย

บริหารเวลา โดยการแบ่งเวลาให้ชัดเจน

แบ่งเวลาให้ชัดเจนว่าเป็น เวลางานประจำ งานเสริม หรือเวลาส่วนตัว เราควรทำอย่างใดอย่างหนึ่งในช่วงเวลานั้น ไม่ควรทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ควรแบ่งให้ชัดเจน เช่น เวลาทำงานประจำ ก็ควรสมาธิจดจ่อกับการทำงานประจำเพียงอย่างเดียว ตัดความคิดนอกเรื่องออก เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ หรือเวลากลับบ้านก็ไม่ควรคิดเรื่องงาน ใช้เวลากับครอบครัว ให้เวลากับตัวเองอย่างเต็มที่

บริหารเวลา โดยการลดช่วงเวลาที่ไม่สำคัญ เพิ่มช่วงเวลาที่สำคัญแทน

ปกติ เราแบ่ง 8 ชั่วโมง สำหรับเวลางานประจำ, 2 – 4 ชั่วโมง สำหรับการเดินทาง, 12 – 14 ชั่วโมงสำหรับเวลาส่วนตัว แต่ถ้าเราจะมีการทำงานเสริมเพิ่มเข้ามา เราก็ต้องลดทอนเวลาในส่วนอื่นลง แต่เราไม่สามารถลดเวลาของการทำงานประจำลงได้ ก็ได้แต่ลดช่วงเวลาของการเดินทางหรือเวลาส่วนตัวลง ลดเวลาของการเดินทางลง โดยการหาที่ทำงานที่ใกล้กับที่พัก หรือย้ายไปอยู่หอพัก คอนโด ที่ใกล้ที่ทำงาน เราก็จะมีเวลาว่างเพิ่มขึ้นอีกหลายชั่วโมง อีกทั้งลดเวลาส่วนตัวลง โดยใช้การแบ่งเวลาให้เป็น ถ้าเป็นเวลาส่วนตัว แต่ไม่มีประโยชน์ เช่น การเล่นโซเชียลมีเดียตลอดเวลา ตามข่าวดราม่า ข่าวเรื่องคนอื่น เป็นต้น เราอาจจะลองแบ่งเป็น 8 ชั่วโมง สำหรับเวลางานประจำ, 1-2 ชั่วโมง สำหรับการเดินทาง, 8-10 ชั่วโมงสำหรับเวลาส่วนตัว, 4-7 ชั่วโมงสำหรับงานเสริม

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมบริหารเวลาส่วนตัวสำหรับการดูแลสุขภาพกันด้วย การทำงานหนักจนมีผลกระทบต่อสุขภาพ ถึงมีเงินเท่าไหร่ก็ได้ไม่คุ้มเสีย

บริหารเวลา โดยการแบ่งเวลาให้เป็น

บริหารเวลาทำงาน

ก่อนจะบริหารเวลาเป็นแบบมืออาชีพได้ ต้องไม่มีข้ออ้างอะไรบ้าง

ก่อนจะบริหารเวลาเป็นแบบมืออาชีพได้ ต้องไม่มีข้ออ้างอะไรบ้าง

การ บริหารเวลา 24 ชั่วโมงของคุณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างมีวินัยสม่ำเสมอ ซึ่งมีคำที่คนทั่วไปมักใช้เป็นข้ออ้างอยู่หลายคำ ที่จะทำให้บั่นทอนประสิทธิภาพในการใช้เวลา เรามาดูกันว่า คำอะไรบ้างที่คนเราต้องปรับทัศนคติและไม่ควรพูด หากต้องการใช้เวลาให้มีค่ายิ่งขึ้น

ข้ออ้างที่ไม่ควรใช้ในการบริหารเวลา

ต้นทุนต่ำ : การที่คุณมองตัวเองว่าเป็นคนที่มีต้นทุนต่ำ มีเงินทองชื่อเสียงหรือความสามารถน้อยกว่าคนอื่น จะทำให้จิตใจรู้สึกห่อเหี่ยวท้อแท้ และไม่มีเรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรใหม่ ๆ ให้กับตัวเองและครอบครัว เป็นปัญหาด้านทัศนคติที่จะส่งผลต่อชีวิตของคุณในระยะยาว คำว่าต้นทุนต่ำจึงเป็นคำที่ควรตัดออกไปจากวงจรชีวิตของคุณในเบื้องต้น

ไม่มีเวลา : การจะทำทุกสิ่งอย่างต้องใช้เวลาทั้งนั้น แต่คนที่บริหารเวลาได้อย่างมีคุณภาพ 24 ชั่วโมง สามารถทำงานได้มากกว่าคนอื่นนั้น มาจากการคิดแล้วลงมือทำเลย ไม่รอว่าจะต้องมีความพร้อมในด้านต่าง ๆ หรือมัวแต่คิดจินตนาการ แต่ไม่ได้ลงมือทำเสียจริง ๆ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มัวแต่พูดว่าไม่มีเวลาและใช้เวลาไปกับเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เท่าที่ควร ก็ควรที่จะเริ่มสำรวจตัวเองและวางแผนตารางการใช้ชีวิตในแต่ละวันเสียใหม่

โอกาสน้อย : การมองโลกในแง่ร้ายว่าตัวเองไม่มีโอกาสที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีเท่าเทียมคนอื่น เป็นปัญหาด้านทัศนคติอย่างหนึ่งที่จะทำให้คุณหยุดนิ่งอยู่กับที่ การคุยกับผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตด้านต่าง ๆ เพื่อนำแนวทางที่ดีมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน การศึกษาหาความรู้ใหม่ ๆ ทางด้านวิชาการ ทักษะทางคอมพิวเตอร์ ภาษา การขายของออนไลน์ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นในยุคสมัยปัจจุบัน เพื่อให้คุณสามารถนำไปประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ คำว่าไม่มีโอกาสจึงเป็นสิ่งที่คุณต้องลบออกไปจากสมองได้แล้ว

ทำไม่ได้ : หลายคนที่มองผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตในจุดสูงสุดที่มีทั้งชื่อเสียง เงินทองและความสามารถอย่างรอบด้าน คุณอาจจะมองว่าตัวเองไม่มีทางทำได้แบบเขา ซึ่งจะทำให้คุณไม่กล้าเริ่มต้นที่จะทำสิ่งใด ๆ เลย คุณควรจะมองว่าคุณกำลังก้าวสู่ความสำเร็จ โดยเริ่มต้นที่จะจัดการตารางเวลาของตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ และลงมือทำอย่างจริงจัง เพียงเท่านี้ คุณก็จะสามารถประสบความสำเร็จแบบเขาเหล่านั้นได้

การบริหารเวลาอย่างมีคุณภาพ ต้องเริ่มจากทัศนคติที่ดีและมีเป้าหมายในการใช้ชีวิต เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางให้ทุกท่านปรับทัศนคติเสียใหม่ เพื่อให้การบริหารจัดการเวลาในแต่ละวันมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ข้ออ้างที่ไม่ควรใช้ในการบริหารเวลา

บริหารเวลาทำงาน

คนรุ่นใหม่บริหารเวลาอย่างไร จึงจะมีคุณภาพ 2020

บริหารจัดการเวลาของชีวิต

การบริหารเวลาใน 24 ชั่วโมงที่ทุกคนมีเท่ากันให้มีประสิทธิภาพเหนือคนอื่นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหมายถึงการเติบโตในหน้าที่การงานได้ดีมากขึ้น และยังมีเวลาเหลือในการพักผ่อนและออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีด้วย เรามาดูกันว่า คนรุ่นใหม่ที่ต้องทำกิจกรรมหลากหลายอย่างในทุก ๆ วัน และยังต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตควบคู่กับมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ควรบริหารจัดการด้านเวลาอย่างไรบ้าง

บริหารจัดการเวลาของชีวิต

ทำบันทึกลำดับความสำคัญของงาน – การทำรายการงานที่ต้องทำในแต่ละวัน โดยลำดับจากเช้าจนถึงค่ำ ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ที่จริงแล้วเป็นสิ่งสำคัญที่ให้ทุกคนนั้นมีเป้าหมายในการใช้เวลาทุกชั่วโมง และกำหนดช่วงเวลาที่ดีในการทำงานแต่ละชิ้น โดยงานที่ทำยาก ต้องใช้พลังสมองสูง ควรทำตั้งแต่เช้า เพราะสมองยังปลอดโปร่ง ส่วนงานที่เป็นกิจวัตรด้านเอกสาร สามารถยกไปทำตอนบ่ายหรือเย็นได้ การทำตารางใช้เวลาควรทำก่อนล่วงหน้า 1 วัน เพื่อไม่ต้องเสียเวลาในการวางแผนในตอนเช้าอีก

ฝึกตั้งสมาธิก่อนทำงาน – ก่อนการเริ่มทำงานแต่ละชิ้น ควรนั่งนิ่ง ๆ หรือทำให้จิตใจไม่วอกแวกสัก 5 นาที เพื่อให้มีสมาธิกับงานที่จะทำให้มากที่สุด การมีสมาธิตลอดเวลาจะช่วยลดเปอร์เซ็นต์ความผิดพลาด จึงไม่ต้องเสียเวลาในการกลับมาแก้ไขอีก เท่ากับงานแต่ละอย่างใช้เวลาน้อยลง มีการศึกษาพบว่าก่อนการทำงานชิ้นสำคัญ หากพนักงานมีการทำสมาธิก่อนทำ และปิดการใช้เครื่องมือสื่อสารทุกชนิดระหว่างการทำงาน จะได้ประสิทธิภาพงานสูงที่สุด เพราะไม่มีสิ่งรบกวนทำให้จิตใจฟุ้งซ่าน และทำให้เวลาเฉลี่ยที่ใช้ในการทำงานลดลงด้วย

ใช้โปรแกรมมือถือตัวช่วยในการวางแผน – โปรแกรมตัวช่วยในการวางแผนเวลาในปัจจุบันมีหลายชนิด ที่คนนิยมใช้งาน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่จะมีการพกพาโทรศัพท์มือถือติดตามตัวไว้เสมอ เช่น โปรแกรม calendars by readdle ซึ่งจะเป็นโปรแกรมในการวางแผนกิจกรรมที่ต้องทำในแต่ละวัน มีรูปแบบคล้ายปฏิทินตั้งโต๊ะที่เจ้าของโทรศัพท์สามารถที่จะเลือกสีสันในแต่ละช่องกิจกรรม เพื่อแสดงถึงความสำคัญของงานแต่ละชิ้นได้แตกต่างกัน ที่สำคัญคือสามารถที่จะตั้งเวลาในการเตือนทั้งตอนเริ่มและจบงานแต่ละชิ้น เพื่อให้การวางแผนงานของคุณมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

จะเห็นได้ว่า การบริหารจัดการเวลาของคนยุคใหม่นั้นมีอยู่หลายเทคนิคที่ควรทำประกอบกัน เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คนรุ่นใหม่ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ชีวิตประสบความสำเร็จในทุกด้านต่อไป

คนรุ่นใหม่บริหารเวลาอย่างไร จึงจะมีคุณภาพ 2020

บริหารเวลาทำงาน

การบริหารเวลาสำคัญอย่างไรต่อชีวิตและการทำงาน

การบริหารเวลาสำคัญอย่างไรต่อชีวิตและการทำงาน

การบริหารเวลาเป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องฝึกฝนให้มีในตัวเองตั้งแต่อายุน้อย เพราะเวลาเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป เราไม่สามารถที่จะสร้างวันเวลาย้อนกลับแก้ไขอดีตได้ ดังนั้นผู้ที่วางแผนการใช้เวลาให้มีคุณภาพตลอด 24 ชั่วโมง และมีวินัยในการใช้ชีวิตก็จะทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าผู้อื่น ทั้งในด้านการงาน ชีวิตส่วนตัว และสุขภาพ

สิ่งที่จะได้จากการบริหารเวลาที่มีคุณภาพ มีดังนี้

– เพิ่มประสิทธิภาพในแต่ละวัน การวางแผนใช้เวลาในแต่ละวัน เราควรจะต้องมีไดอารี่หรือโปรแกรมในมือถือที่ช่วยบันทึกว่าจะทำกิจกรรมใด ในช่วงเวลาใดบ้างของวัน และต้องลำดับความสำคัญให้เหมาะสม ซึ่งจะทำให้ชีวิตเป็นเรื่องที่ง่ายไม่ยุ่งยาก ลดปัญหางานพอกหางหมูได้ด้วย

– มีเป้าหมายของชีวิตในทุกวัน การกำหนดความสำเร็จในชีวิตระยะ 5 ปี 10 ปี หรือหลังเกษียณ ต้องมาจากมีเป้าหมายการใช้เวลาทุก ๆ วันให้ชัดเจน คนที่มีฐานะร่ำรวยหรืออยู่ในตำแหน่งสูงของมีสายอาชีพ มักมีเป้าหมายในการทำงานให้สำเร็จแต่ละชิ้นเป็นอย่างดีในทุกวัน เพราะมักคิดว่าความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำทุกวันเมื่อสะสมจะรวมกันเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้แน่นอน

– เห็นคุณค่าของเวลา การรู้จักแบ่งเวลาให้ดีในทุกวัน จะทำให้คุณมีสติกับการอยู่กับชิ้นงานตรงหน้ามากยิ่งขึ้น หากพูดคุยเจรจากับคนอื่นก็จะให้ความสำคัญกับคุณภาพเนื้อหาที่จะคุย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดมากกว่าการเสียเวลาพูดเรื่องไร้สาระหรือเรื่องราวในอดีตและอนาคตที่ยังมาไม่ถึง อันทำให้จิตใจฟุ้งซ่านและไม่เกิดประโยชน์ต่องานที่ต้องทำ

– แบ่งเวลาได้อย่างสมดุล ในแต่ละวันที่มี 24 ชั่วโมง เราให้เวลากับการนอนพักผ่อน 8 ชั่วโมง และส่วนที่เหลือเราจะต้องให้ความสำคัญอย่างสมดุลกับเรื่องสุขภาพ การงาน การเงิน ทั้งการดูแลคนในครอบครัว พ่อแม่ลูกหลาน การดูแลสุขภาพตัวเอง ด้วยการออกกำลังกาย การทำให้สุขภาพจิตดี ด้วยการทำงานอดิเรกที่ชื่นชอบ เช่น อ่านหนังสือ การทำงานประดิษฐ์ DIY และการตั้งใจทำงานในเวลาที่กำหนดให้ดีที่สุด เพื่อให้คุณสามารถเติบโตได้ก้าวไกลในสายงานที่คุณประกอบอาชีพอยู่

– ทำให้ตัวเองเป็นที่น่าเชื่อถือ คนที่แบ่งเวลาได้ดี จะประสบความสำเร็จในชีวิตและเป็นต้นแบบให้คนอื่นได้ ทำให้สามารถแบ่งปันประสบการณ์เพื่อให้คนรุ่นใหม่หรือคนรอบข้างนำไปปรับใช้ได้ด้วย

จะเห็นได้ว่าการบริหารเวลานั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งในปัจจุบันทุกคนต้องทำกิจกรรมมากมายในแต่ละวัน เราจึงหวังว่า บทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านเห็นความสำคัญของการบริหารจัดสรรเวลาได้อย่างดียิ่งขึ้นต่อไป

สิ่งที่จะได้จากการบริหารเวลาที่มีคุณภาพ

เรื่องของเวลา

แอปพลิเคชันช่วยบริหารเวลาออกกำลังกาย 2019

แอปพลิเคชันช่วยบริหารเวลาออกกำลังกาย 2019

การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ หลายคนมักจะอ้างว่าไม่มีเวลา เพราะต้องให้ต้องทุ่มเทกับการทำงานหรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่สร้างรายได้ แต่ในระยะยาวแล้วหากขาดการออกกำลังกาย จะทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง มีความเครียดสะสม และทำให้เสี่ยงต่อโรคอ้วน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคอื่น ๆ ตามมาได้

แอปพลิเคชันในการออกกำลังกาย

1. MyFitnessPal

ใช้ได้ดีทั้งระบบโทรศัพท์ Android และ iOS สามารถช่วยในการตั้งเป้าหมายของการออกกำลังกายให้เข้ากับลักษณะอาหารที่กินได้ดียิ่งขึ้น เพราะสามารถใส่ข้อมูลของอาหารในแต่ละมื้อลงไปเพื่อการสแกนแคลอรี่ จะทำให้คุณรู้ว่าใน 1 วันคุณต้องออกกำลังกายมากน้อยแค่ไหนเพื่อการเผาผลาญอาหารที่คุณรับประทานเข้าไปอย่างเหมาะสม ไม่ทำให้เกิดไขมันสะสมส่วนเกิน

2. Johnson and Johnson Official 7 Minute Workout

เป็นแอปพลิเคชันที่ได้รับความนิยมมาก เพราะช่วยให้คุณสามารถขยับร่างกายออกกำลังกายได้นับพันรูปแบบ ซึ่งแต่ละอย่างก็ใช้เวลาสั้นเพียงแค่ 7 นาทีเท่านั้น โดยจะมีการแบ่งระดับความยากง่ายตามที่ผู้ใช้งานเลือกได้ มีทั้งแนวโยคะ พิลาทีส เดิน วิ่ง กระโดด ฯลฯ จึงเป็นตัวช่วยที่ทำให้คุณจัดสรรเวลาในการออกกำลังกายได้ง่าย ๆ แม้แต่ในช่วงของพักเบรกเช้าหรือบ่ายโดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาและค่าสมาชิกหลักหมื่นเพื่อเข้าฟิตเนสเลย

3. C25K

เป็นตัวช่วยในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการออกกำลังกายแบบต่อเนื่องในช่วงระยะเวลา 30 นาที เหมาะกับคนที่ต้องการแบ่งเวลาอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมงเพื่อการออกกำลังกายอย่างมีวินัย เช่น การวิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ทั้งในและนอกสถานที่ ทั้งยังมีการแจ้งเตือนเวลาสำหรับการเตรียมกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกายและผ่อนคลายหลังออกกำลังกาย เพื่อลดการบาดเจ็บด้วย ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักหรือเปลี่ยนแปลงรูปร่างอย่างเห็นผลในระยะเวลาสั้น ๆ ห้ามพลาดแอปพลิเคชันนี้

4. Challenges by Nexercise

นับว่าเป็นตัวช่วยให้คุณมีแรงจูงใจในการออกกำลังกายมากขึ้น เพราะหากสามารถทำได้ตามเป้าหมายจากการแข่งขันกับผู้ที่ใช้เครื่องมือนี้รายอื่น ก็จะสามารถได้บัตร Gift Voucher เพื่อแลกรับของขวัญจากทางแอปพลิเคชันได้ ได้ประโยชน์ทั้งในด้านบริหารจัดการเวลาให้มีวินัยออกกำลังกาย เสริมสร้างความสนุก และยังได้รางวัลเป็นของแถมอีกด้วย

การใช้แอปพลิเคชันบริหารจัดการเวลาในแต่ละวัน นอกจากเพื่อการทำงานแล้วยังเป็นไปเพื่อสุขภาพของคุณได้ด้วย เราหวังว่าคุณจะทดลองดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่แนะนำนี้มาใช้และบอกต่อคนรอบข้าง เพื่อให้สุขภาพดีไปพร้อมกันด้วย

แอปพลิเคชันในการออกกำลังกาย

บริหารเวลาทำงาน

แอปพลิเคชันอะไรบ้างที่ช่วยให้บริหารเวลาได้ดีขึ้น

แอปพลิเคชันอะไรบ้างที่ช่วยให้บริหารเวลาได้ดีขึ้น

การใช้แอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือเพื่อบริหารจัดการเวลา เป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมมากขึ้น เกือบทุกคนทั้งในวัยเรียนและวัยทำงานจะมีการพกพาโทรศัพท์ ซึ่งสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพิ่มเติมที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตประจำวันได้

หากต้องการให้เวลา 24 ชั่วโมงผลิตชิ้นงานได้มากขึ้นและมีการบริหารชีวิตที่เป็นแบบแผนในระยะยาว ควรจะดาวน์โหลดแอปพลิเคชันต่อไปนี้

1. Google Calendar

สำหรับนักเรียนนักศึกษาเรียกได้ว่าเป็นที่รู้จักกันดีสำหรับ Google calendar ปฏิทินของ Google ที่เลียนแบบปฏิทินกระดาษ สามารถเลือกวันเดือนปีทั้งในปัจจุบัน อนาคตหรือเปรียบเทียบกับข้อมูลในอดีตที่ผ่านมาในแต่ละปีได้อย่างไม่จำกัด ซึ่งสามารถตั้งค่าให้แจ้งเตือนให้คุณไม่พลาดนัดสำคัญ ได้รับการบอกต่อว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้ง่าย ช่วยในการวางแผนตารางเวลาได้อย่างละเอียดโดยไม่ต้องใช้เวลาเรียนรู้มาก

2. TimeBlocks

เป็นตัวช่วยที่ทำให้คุณเหมือนมีเลขาประจำตัว สามารถเชื่อมต่อข้อมูลแบบเรียลไทม์กับระบบมือถือ iPhone ได้ด้วย ความโดดเด่นยังอยู่ที่สามารถใส่สีสันไม่จำกัดตามความต้องการของผู้ใช้แต่ละราย เช่น งานเร่งด่วนใช้สีแดง กิจกรรมประชุม สีฟ้าหรือเขียว นัดพบลูกค้าสีเหลืองสีส้ม เป็นต้น ทั้งยังมีสติ๊กเกอร์เพิ่มความน่ารักและช่วยให้จดจำกิจกรรมที่ต้องทำได้ดียิ่งขึ้นด้วย อย่าลืมว่า การใช้สีสันที่ตัวคุณเป็นคนเลือกเองสำหรับบันทึกงานแต่ละชิ้น จะช่วยให้เสริมความกระตือรือร้นในการทำงานและช่วยเสริมความจำที่ดียิ่งขึ้นได้

3. Calendar by Readdle

เป็นตัวช่วยที่กระตุ้นเตือนให้คุณใช้เวลาในการทำงานแต่ละชิ้นให้ตรงตามแผน จะทำให้คุณเข้าใกล้สู่ความสำเร็จ บริหารจัดการเวลาได้อย่างรัดกุมยิ่งขึ้น สามารถเชื่อมต่อระบบกับ Apple Watch ขณะคุณทำออกกำลังกายก็ได้ด้วย คุณจึงมีวินัยในการบริหารเวลาตลอด 24 ชั่วโมงมากขึ้น ไม่ทำให้เวลางานหนึ่งเคลื่อนไปกระทบต่อตารางงานอีกชิ้นหนึ่งอย่างที่เคยเป็นมา

4. Planner Pro

มีจุดเด่นที่คนนิยมคือ การใช้สำหรับการจดบันทึกสิ่งที่คิดเป็นไอเดียใหม่ ๆ ระหว่างวันได้ นอกจากการบันทึกกิจกรรมที่ต้องทำเป็นปกติตัวอย่างเช่น หากคุณมีงานอดิเรกเป็นการทำอาหาร คุณนึกถึงสูตรอาหารขึ้นมาใหม่ๆ ก็สามารถแทรกบันทึกโน๊ตลงไปได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังสามารถรองรับรูปภาพที่มีความละเอียดได้อีกด้วย จึงไม่พลาดทุกไอเดียและกิจกรรมที่ต้องทำในแต่ละวัน

จะเห็นได้ว่า แอปพลิเคชันใหม่ๆ สามารถตอบโจทย์การบริหารจัดการเวลาของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น เราแนะนำให้คุณลองพิสูจน์ประสิทธิภาพของตัวช่วยเหล่านี้ ลองใช้งานอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 1-2 เดือน ดูว่าคุณบริหารจัดการเวลาได้ดีขึ้นหรือไม่ เพื่อให้คุณเลือกใช้งานแอปพลิเคชันที่เหมาะกับตัวเองในชีวิตประจำวันต่อไป

การบริหารชีวิตที่เป็นแบบแผนในระยะยาว