Browse Category by บริหารเวลาทำงาน
บริหารเวลาทำงาน

นอนน้อยลง 1 ชั่วโมง ได้งานเพิ่มขึ้นอีกเยอะ

นอนหลับให้น้อยลง

ประสบการณ์โดยตรงในการจ้างผู้อื่นให้ช่วยงานเกี่ยวกับงานออนไลน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลแฟนเพจ การทำเว็บไซต์ การเขียนเนื้อหาลงไปยังเว็บ การตอบแชทพูดคุยกับลูกค้าต่างๆทในระบบของงานออนไลน์นั้นจะแยกอยู่สองกลุ่มก็คือ กลุ่มแรก กลุ่มที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องรอลูกค้า ไม่ต้องนั่งเฝ้า และอีกกลุ่มหนึ่งก็คือต้องคอยดูลูกค้าเฝ้าหน้าจออยู่เสมอ สำหรับกลุ่มหลังนั้นเราจะข้ามไปเพราะไม่สามารถใช้เวลาได้อย่างเต็มที่เท่ากับกลุ่มแรก

ในส่วนของการทำงานแบบเขียนเนื้อหาเว็บไซต์นั้น แท้จริงแล้วสามารถบริหารจัดการให้ทำงานได้ไวยิ่งขึ้น เพียงแค่เราไม่เปิดเฟส ไม่เล่น LINE ไม่เข้า FIFA55 เล่นเดิมพัน ไม่คุยกับคนอื่นในช่วงเวลาการเขียนบทความของเรา มันจะทำให้เราสามารถเขียนเนื้อหาได้ดีขึ้นและเสร็จไวยิ่งขึ้น สิ่งนี้ผู้เขียนได้เจอกับตัวเองทั้งการเขียนลงเว็บไซต์ของตัวเองรวมไปถึงการจ้างผู้อื่นเขียน ส่วนมากเวลาเราทำงานไปสักระยะเราก็จะเริ่มเปิดเว็บนู่นนี่เล่นไปพลางพลาง เปิดหนังฟังเพลงไปด้วย จะทำให้งานเสร็จช้าลงอย่างมาก

หากเราลองตัดส่วนเหล่านี้ออกไป จะพบว่าเราสามารถทำงานได้เยอะขึ้นเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว นอกจากนี้ สำหรับคนที่นอนเยอะอยู่แล้วในแต่ละวัน เป็นไปได้ลองลดเวลานอนซัก 1 ชั่วโมงต่อวัน แล้วนำมาใส่ใจกับการทำงาน งานของเราจะสามารถเติบโตได้อีกเยอะไม่ใช่แค่ว่างานออนไลน์เท่านั้น ทุกอาชีพ ทุกธุรกิจ บริหารโดยมีเวลาเป็นตัวสำคัญในการชี้วัดความสำเร็จ หากบริหารเวลาดีย่อมทำผลตอบแทนได้ดี แต่สำหรับคนที่นอนน้อยอยู่แล้ว นั้นก็ไม่จำเป็นจะต้องลดเวลานอนลงไปอีก เพราะคุณได้ใช้ 1 ชั่วโมงของการนอนน้อยลงเพื่อสร้างงานให้มากขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

บริหารเวลาทำงาน

ทำงานได้ไวขึ้น ถ้าสมองไม่ฟุ้งซ่าน

ไม่คิดฟุ้งซ่าน

ในวัยเรียนมัธยมของชายหญิงหลายคนนั้น จะเป็นช่วงวัยที่พบความรักได้บ่อยครั้ง ชอบเพื่อนร่วมห้อง หลงรักเพื่อนต่างชั้นเรียน ชอบรุ่นพี่หรือรุ่นน้อง เวลาเราเกิดความรักเราก็จะเกิดจิตใจฟุ้งเฟ้อสมองล่องลอยไปกับสิ่งที่เราหลงรักอยู่ อาจจะเป็นคนสวยประจำมหาลัยหรือคนหน้าตาดีประจำโรงเรียนก็ตาม รู้สึกตัวอีกทีก็อาจจะหมดคาบเปลี่ยนไปแล้ว เรียนไม่รู้เรื่อง รู้แต่ว่าในหัวคิดถึงแต่คนที่เราแอบรัก

พฤติกรรมแบบนี้เราจะเรียกกันว่า “จิตใจฟุ้งซ่าน” ฟุ้งเฟ้อคิดไปเรื่อยเปื่อย หากเราลองมาเปรียบเทียบในการทำงานก็คงจะมีบางคนที่เคยโดนเจ้านายดุด่าว่าบ่นแล้วเกิดจิตใจฟุ้งซ่าน อาฆาตในใจ อยากจะด่าเจ้านายกลับ อยากจะขึ้นตำแหน่งสูงเพื่อเอาคืน จินตนาการภาพวันที่เราได้ด่าเจ้านายของเราเอง แต่พอรู้ตัวอีกทีนึง วันก็หมดไปทั้งวันแล้ว งานไม่ได้คืบหน้าเลย กลายเป็นว่าต้องเอางานไปทำต่อที่บ้านอีก

ฟุ้งซ่านไปเรื่อย

ในการรับการบริหารเวลาสำหรับเรื่องนี้ก็คือ การที่เรารู้จักควบคุมความคิดไม่ฟุ้งซ่านในเวลาที่ไม่ถูกต้องไม่เหมาะสม เพื่อไม่ต้องแบกหามงานที่ออฟฟิศกลับไปทำที่บ้านต่อ เวลาที่เราทำงานเราควรจะมีใจจดจ่ออยู่กับการทำงาน อย่าไปคิดฟุ้งเยอะให้ปวดหัว ไม่งั้นอารมณ์จะเหมือนคนติดบอล ติดพนัน สมัคร FIFA55 เล่นหนักจนทำให้สมองเสื่อมไปกับการพนันแทนจะได้งาน ส่วนเรื่องใครว่าเราบ่นเรา เราทำผิดแล้วก็แก้ไข แต่อย่าพึ่งไปคิดฟุ้งซ่านกับคำพูดของคนเหล่านั้น เพราะท้ายที่สุดมันจะทำให้ตัวของเรางานไม่เสร็จแล้วต้องไปลำบากต่อที่บ้านอีก คงมีเจ้านายไม่กี่คนนักที่ปล่อยให้งานไม่เสร็จบ่อยๆได้โดยไมไล่ออก

เช่นเดียวกัน.. สำหรับวัยเรียน ถ้ามีความรักจะไปคิดฟุ้งซ่านก็ไม่มีใครว่า แต่ต้องหลังจากทำการบ้านให้เสร็จเรียบร้อย หลังจากทบทวนหนังสือให้เรียบร้อย มันอาจจะฟังดูเป็นเรื่องยากเพราะความคิดฟุ้งซ่านนั้นเป็นเรื่องที่จัดการได้ลำบาก แต่หากเราสามารถเข้าใจความคิดฝึก กระบวนการความคิดของเราไม่ให้ลุ่มหลงฟุ้งเฟ้อให้เสียเวลาปล่าวเราก็จะมีเวลาเหลือมากขึ้น ทำงานได้เยอะขึ้น ทำการบ้านเสร็จก่อนกำหนด มีเวลาเหลือเฟือที่จะหาอย่างอื่นต่อยอดได้อีกเยอะ ความฟุ้งซ่านเป็นหนึ่งในรสชาติของชีวิตที่มนุษย์เรามักจะเป็นกันประจำ แต่ต้องมีเวลาที่เหมาะสม ไม่ใช่สมองคิดเรื่อยเปื่อยจนเสียการเสียงาน

บริหารเวลาทำงาน

การทำงาน ต้องมีช่วงพักเบรก

พักช่วงทำงาน

ในตัวของผู้เขียนเองได้เคยบีบชีวิตในเรื่องของการบริหารเวลาจนถึงขั้นสูงสุดมาแล้ว นั่นก็คือเลือกที่จะแบ่งเวลาทำงานเต็มที่ Full Option เน้นเน้น ไม่เล่น ไม่สนใจ ไม่พูดคุย ไม่ทำอย่างอื่นเลย เล่นแต่งานยิงยาวตลอด 16 ชั่วโมงเต็ม สุดท้ายสิ่งที่ได้กลับมานั้นมันไม่ใช่แค่ร่างกายของเราเกิดความสุดโทรมลง แต่เนื้องานของเรายังและสะเปะสะปะต้องมีการแก้ไขอยู่ตลอด รวมไปถึงข้อมือที่ใช้ในการพิมพ์คีย์บอร์ดและคลิกเมาส์ก็แสนจะปวดร้าวทรมานจนต้องหายามาคอยทาเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้ออยู่เป็นระยะ

การทำแบบนี้ถึงจะเป็นการบริหารเวลาได้อย่างยอดเยี่ยมในด้านของได้ปริมาณงานเยอะ แต่ไม่ถูกต้องสักเท่าไหร่ เพราะเนื้องานที่ได้อาจจะมากขึ้นแต่ไม่คุ้มค่ากับร่างกายที่จะต้องสึกหรอลงไป การทำงานนั้นควรจะมีช่วงเวลาพักเบรกกันอยู่บ้าง เคยสงสัยไหมว่า ทำไมงานประจำถึงจะต้องมีการพักเบรกช่วงครึ่งทางของการทำงาน ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงกะเช้า กะบ่าย หรือกะเด็กก็ตาม จะต้องมีชั่วโมงพักเบรกเป็นช่วงครึ่งทางของจำนวนชั่วโมงในการทำงาน ไม่ค่อยมีบริษัทไหนหรอกที่จะปล่อยพักเบรกซัก 1 ชั่วโมงก่อนเลิกงาน ไม่มีแน่นอน หรือถ้ามีคงจะไม่ค่อยมีพนักงานคนไหนที่ที่ทนทำได้นานสักเท่าไหร่เพราะร่างกายมีความเหนื่อยล้า

ดังนั้น เวลาของเราควรจะแบ่งให้เหมาะสมคือ หากเราต้องทำงานวันละ 10 ชั่วโมงเต็มเราอาจจะแบ่งเวลาพักว่า 3 ชั่วโมงพักเบคซัก 30 นาทีและอีก 3 ชั่วโมงรับฟังไปอีกซัก 30 นาทีแบบนี้เป็นต้น การทำงาน 10ชั่วโมงติดต่อกัน รับประกันว่าอาจจะมีงานและต้องมานั่งแก้ใหม่หรือร่างกายของเรารู้สึกเพลีย ทำ 10 ชั่วโมงยิงยาวทุกวันไปตลอดคงไม่ไหว มีเวลาพักระหว่างเวลาทำงาน นี่คือการบริหารเวลาที่ถูกต้องและส่งผลดีกับตัวของเราเองด้วยแบ่งเวลางานให้ถูกหลัก มีเวลาพักให้เพียงพอเพื่อ ตัวของเราเอง

แบ่งเวลางานอย่างฉลาด

บริหารเวลาทำงาน

จัดสรร 8 ชั่วโมงต่อวัน ให้ได้เนื้องานมากขึ้น

จัดสรรเวลาทำงาน

คนทำงานประจำจะใช้เวลาต่อวันที่ทำอยู่ที่ราวๆ 8 ชั่วโมงต่อวัน ไม่รวมเวลาพักเบรค หรือบางคนอาจจะสามารถทำโอทีได้ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ใน 8 ชั่วโมงนี้เราจะทำยังไงให้ผลงานของเราได้เพิ่มมากขึ้นจากที่เคยทำหากว่าในแต่ละวันของเราสามารถทำงานเขียนบทความได้เพียง 10 บทความ แล้วจะทำยังไงล่ะให้มันได้เพิ่มขึ้น อาจจะเป็นซัก 13 หรือ 14 บทความภายใน 8 ชั่วโมงเช่นเคย

ใส่ใจสนทุกนาทีของการทำงาน

ทีนี้ เราลองมาดูกันก่อนว่าในแต่ละวันของเรานั้น ช่วงเวลาการทำงานเราได้มีการทำอะไรอย่างอื่นที่เป็นเรื่องเล็กน้อยนอกเหนือจากการเขียนบทความบ้างหรือไม่ อาทิเช่น การที่เราเข้าเปิดเว็บไซต์ Facebook เพื่ออ่านข่าวไหลไปเรื่อยเรื่อยแล้วค่อยสลับกับมาเขียนบทความ หรือการพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานจนเคยชิน ทำให้สุดท้ายงานจึงไม่ค่อยได้ทำ หรือแม้แต่การเอ้อระเหยคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยโดยที่ไม่ได้ฝักใฝ่อยู่ที่เนื้องานของเรา หากว่าเรายังมีสิ่งเหล่านี้ปะปนอยู่ในช่วงเวลาการทำงานแล้ว สุดท้ายผลที่ออกมาก็คือโดนเจ้านายจี้งาน ว่าทำไมงานไม่มีความคืบหน้าเลย ไม่คุ้มกับค่าจ้างงาน เราจำเป็นที่จะต้องตัดส่วนที่ไม่ใช่เนื้องานออกจากเวลาทำงานให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะโดนไล่ออก

ใน 8 ชั่วโมงนั้น หากว่าเราสามารถตัดเรื่องของการเล่น Facebook ออกไปได้ หรือลดการพูดคุยกับเพื่อนในเรื่องที่ไม่มีความจำเป็น ไม่ใช่ว่าไม่พูดไม่จานั่งเงียบอยู่คนเดียว อันนั้นก็ไม่ถือว่าถูกต้องเพราะเหมือนกับทำงานอยู่ในโลกส่วนตัวคนเดียว ไม่ควรจะไปทำงานประจำ เมื่อเราสามารถบริหารจัดการสิ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้องานได้แล้ว เราจะพบว่าใน 8 ชั่วโมงของการทำงานนั้นยังมีเวลาอีกเหลือเฟือที่เราจะสามารถเพิ่มเนื้องานได้อีก อาจจะเพิ่มได้สัก 30%-50% เลยทีเดียว

มันก็อยู่ที่ว่าเรามีความคล่องมากแค่ไหน นอกเหนือจากการบริหารจัดการเวลาคงจะเป็นเรื่องของความคล่องตัวในเนื้องานที่เราทำ แต่ส่วนมากใครที่ทำสายอาชีพไหนก็จะมีความเข้าใจอยู่ในงานของอาชีพตัวเองอยู่แล้ว เพื่อให้ได้เนื้องานที่มากขึ้น ลองมาจัดสรร 8 ชั่วโมงต่อวันของช่วงเวลาที่เราทำงานให้มีประโยชน์มากกว่าเคย ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกให้หมด รับรองว่างานเราจะก้าวกระโดดไปได้อีกขั้นหนึ่งเลยทีเดียว

จัดการเวลา