Browse Author by Alice Herrera
บริหารเวลาทำงาน

ทำงานได้ไวขึ้น ถ้าสมองไม่ฟุ้งซ่าน

ไม่คิดฟุ้งซ่าน

ในวัยเรียนมัธยมของชายหญิงหลายคนนั้น จะเป็นช่วงวัยที่พบความรักได้บ่อยครั้ง ชอบเพื่อนร่วมห้อง หลงรักเพื่อนต่างชั้นเรียน ชอบรุ่นพี่หรือรุ่นน้อง เวลาเราเกิดความรักเราก็จะเกิดจิตใจฟุ้งเฟ้อสมองล่องลอยไปกับสิ่งที่เราหลงรักอยู่ อาจจะเป็นคนสวยประจำมหาลัยหรือคนหน้าตาดีประจำโรงเรียนก็ตาม รู้สึกตัวอีกทีก็อาจจะหมดคาบเปลี่ยนไปแล้ว เรียนไม่รู้เรื่อง รู้แต่ว่าในหัวคิดถึงแต่คนที่เราแอบรัก

พฤติกรรมแบบนี้เราจะเรียกกันว่า “จิตใจฟุ้งซ่าน” ฟุ้งเฟ้อคิดไปเรื่อยเปื่อย หากเราลองมาเปรียบเทียบในการทำงานก็คงจะมีบางคนที่เคยโดนเจ้านายดุด่าว่าบ่นแล้วเกิดจิตใจฟุ้งซ่าน อาฆาตในใจ อยากจะด่าเจ้านายกลับ อยากจะขึ้นตำแหน่งสูงเพื่อเอาคืน จินตนาการภาพวันที่เราได้ด่าเจ้านายของเราเอง แต่พอรู้ตัวอีกทีนึง วันก็หมดไปทั้งวันแล้ว งานไม่ได้คืบหน้าเลย กลายเป็นว่าต้องเอางานไปทำต่อที่บ้านอีก

ฟุ้งซ่านไปเรื่อย

ในการรับการบริหารเวลาสำหรับเรื่องนี้ก็คือ การที่เรารู้จักควบคุมความคิดไม่ฟุ้งซ่านในเวลาที่ไม่ถูกต้องไม่เหมาะสม เพื่อไม่ต้องแบกหามงานที่ออฟฟิศกลับไปทำที่บ้านต่อ เวลาที่เราทำงานเราควรจะมีใจจดจ่ออยู่กับการทำงาน อย่าไปคิดฟุ้งเยอะให้ปวดหัว ไม่งั้นอารมณ์จะเหมือนคนติดบอล ติดพนัน สมัคร FIFA55 เล่นหนักจนทำให้สมองเสื่อมไปกับการพนันแทนจะได้งาน ส่วนเรื่องใครว่าเราบ่นเรา เราทำผิดแล้วก็แก้ไข แต่อย่าพึ่งไปคิดฟุ้งซ่านกับคำพูดของคนเหล่านั้น เพราะท้ายที่สุดมันจะทำให้ตัวของเรางานไม่เสร็จแล้วต้องไปลำบากต่อที่บ้านอีก คงมีเจ้านายไม่กี่คนนักที่ปล่อยให้งานไม่เสร็จบ่อยๆได้โดยไมไล่ออก

เช่นเดียวกัน.. สำหรับวัยเรียน ถ้ามีความรักจะไปคิดฟุ้งซ่านก็ไม่มีใครว่า แต่ต้องหลังจากทำการบ้านให้เสร็จเรียบร้อย หลังจากทบทวนหนังสือให้เรียบร้อย มันอาจจะฟังดูเป็นเรื่องยากเพราะความคิดฟุ้งซ่านนั้นเป็นเรื่องที่จัดการได้ลำบาก แต่หากเราสามารถเข้าใจความคิดฝึก กระบวนการความคิดของเราไม่ให้ลุ่มหลงฟุ้งเฟ้อให้เสียเวลาปล่าวเราก็จะมีเวลาเหลือมากขึ้น ทำงานได้เยอะขึ้น ทำการบ้านเสร็จก่อนกำหนด มีเวลาเหลือเฟือที่จะหาอย่างอื่นต่อยอดได้อีกเยอะ ความฟุ้งซ่านเป็นหนึ่งในรสชาติของชีวิตที่มนุษย์เรามักจะเป็นกันประจำ แต่ต้องมีเวลาที่เหมาะสม ไม่ใช่สมองคิดเรื่อยเปื่อยจนเสียการเสียงาน

เรื่องของเวลา

การจัดสรรเรื่องเวลา ทำยากแต่ควรทำ

รู้จักแบ่งเวลา

ในชีวิตคนเรามี 24 ชั่วโมงเท่ากัน มีเวลาการใช้ชีวิตในแต่ละวันเท่ากันแต่ทำไมบางคนถึงใช้เวลาได้คุ้มค่า บางคนใช้เวลาไม่คุ้มค่า นั่นคือเป็นเพราะไม่แต่ละคนใช้ วิธีบริหารเวลาไม่เหมือนกัน และขึ้นอยู่กับการฝึกหรือการอบรมกันตั้งแต่เด็กๆ บางคนสามารถปรับตัวได้ตอนทำงานหรือตอนเรียน แต่บางคนทำไม่ได้จนแก่เลยก็มี ซึ่งเรื่องการ วิธีบริหารเวลา นั้นเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความเคยชินและทำซ้ำๆเป็นกิจวัตรประจำวัน จนความคิดและร่างกายปรับสมดุลให้เข้ากับ วิธีบริหารเวลา ที่ใช้ในแต่ละคนจึงจะบังเกิดผล แต่มันก็มีปัจจัยภายนอกมาเป็นองค์ประกอบด้วย ซึ่ง วิธีบริหารเวลา สำหรับชีวิตประจำวันแบบเบื้องต้นที่จะแนะนำให้ลองฝึกกันดูก็ง่ายดังนี้

  1. กำหนดเวลาเข้านอนและตื่นนอน ซึ่งอันนี้ถือเป็น วิธีบริหารเวลา ขั้นพื้นฐานที่ควรฝึกกันตั้งแต่เด็กๆ เพราะมันมีผลกับสุขภาพและการกำหนดเวลานอนเวลาตื่นจะช่วยให้เราจัดสรรเวลาในช่วงอื่นๆได้ง่ายขึ้น
  2. กำหนดเวลาในตารางชีวิตแต่ละวัน ข้อนี้หากบ้านไหนมีเด็กๆควรฝึกให้ชินกันไว้เลยเช่น ตื่นนอนกี่โมง, ทานอาหารเช้ากี่โมง, เดินทางไปเรียนตอนไหน, หลังเลิกเรียนจนถึงเข้านอนควรทำอะไร ซึ่งหากเราสังเกตกันดีๆสมัยเราเรียนก็จะมีตารางเรียนเป็นรายชั่วโมงนั่นก็เหมือนกับการบริหารเวลาตั้งแต่เด็กๆ แต่พอเข้าวัยมหาลัยหรือวัยทำงานหลายคนตารางเวลารวนหมด
  3. ในชีวิตการทำงานแน่นอนว่าเวลากว่า 10 ชั่วโมงหมดไปกับการทำงานและใน 10 ชั่วโมงนั้นเราทำงานได้ตามเป้าหมายหรือไม่ นี่คือสิ่งที่คนทำงานหลายคนบ่นเสมอว่าทำงานไม่ทัน ทำงานไม่เสร็จ สาเหตุที่ไม่เสร็จและไม่ทันมันเพราะไม่รู้ วิธีบริหารเวลา หรือแบ่งเวลาไม่ถูกต้อง หลายคนใช้เวลากับเรื่องอื่นมากกว่าการทำงาน ซึ่งส่งผลกับหน้าที่การงาน และยิ่งหากทำงานที่ต้องแข่งกับเวลาและมีการเดินทางเข้ามาเกี่ยวข้อง ยิ่งควรทำตารางเวลาสำหรับการทำงานและเผื่อเวลาเดินทางไว้ด้วยจะดีมาก
  4. วางแผนจัดการชีวิตเป็นรายสัปดาห์ แน่นอนว่าทุกๆคนใช้ชีวิตซ้ำๆกันเหมือนทุกวันคือ ตื่นนอน ไปทำงาน ไปเรียน เดินทาง นอน กิน หลักๆมีอยู่แค่นี้ และมีเรื่องเที่ยวเป็นเรื่องเสริม แน่นอนว่าเราสามารถจัดตารางชีวิตหลักๆได้ว่าเวลาไหนจะทำอะไร เวลาไหนไปทำอะไร ไม่ว่าจะเที่ยว หรือ ไปออกกำลังกาย ไปพักผ่อน หรือมีอื่นๆเสริมเข้ามา หากเรารู้จักทำตารางชีวิตไม่ว่าจะเป็นการบันทึกในสมุดโน๊ต หรือ บันทึกในสมาร์ทโฟน มันจะทำให้เรารู้ว่าเวลาไหนทำอะไรโดยอัติโนมัติและกระบวนการความคิดก็จะถูกจัดไปตามตารางเวลาชีวิตของเราด้วย

แม้ว่าที่กล่าวมาจะดูยากซับซ้อน และต้องใช้เวลาในการทำให้ชินและรู้สึกว่าการบริหารเวลามันคือส่วนหนึ่งของชีวิต แต่เราก็ต้องทำและควรเริ่มทำหรือเริ่มฝึกเมื่อรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่เป็นเวลาแล้วหรือมีลูกก็ฝึกกันไว้เลยเพราะการที่เราสามารบริหารเวลาหรือรู้จัก วิธีบริหารเวลาในชีวิตมันจะทำให้เราเป็นคนที่ตรงต่อเวลาและสามารถวางแผนชีวิตได้ดีกว่าคนที่ไม่มีระเบียบหรือไม่รู้จักแบ่งเวลานั่นเอง…

แบ่งเวลาให้ดี

บริหารเวลาทำงาน

การทำงาน ต้องมีช่วงพักเบรก

พักช่วงทำงาน

ในตัวของผู้เขียนเองได้เคยบีบชีวิตในเรื่องของการบริหารเวลาจนถึงขั้นสูงสุดมาแล้ว นั่นก็คือเลือกที่จะแบ่งเวลาทำงานเต็มที่ Full Option เน้นเน้น ไม่เล่น ไม่สนใจ ไม่พูดคุย ไม่ทำอย่างอื่นเลย เล่นแต่งานยิงยาวตลอด 16 ชั่วโมงเต็ม สุดท้ายสิ่งที่ได้กลับมานั้นมันไม่ใช่แค่ร่างกายของเราเกิดความสุดโทรมลง แต่เนื้องานของเรายังและสะเปะสะปะต้องมีการแก้ไขอยู่ตลอด รวมไปถึงข้อมือที่ใช้ในการพิมพ์คีย์บอร์ดและคลิกเมาส์ก็แสนจะปวดร้าวทรมานจนต้องหายามาคอยทาเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้ออยู่เป็นระยะ

การทำแบบนี้ถึงจะเป็นการบริหารเวลาได้อย่างยอดเยี่ยมในด้านของได้ปริมาณงานเยอะ แต่ไม่ถูกต้องสักเท่าไหร่ เพราะเนื้องานที่ได้อาจจะมากขึ้นแต่ไม่คุ้มค่ากับร่างกายที่จะต้องสึกหรอลงไป การทำงานนั้นควรจะมีช่วงเวลาพักเบรกกันอยู่บ้าง เคยสงสัยไหมว่า ทำไมงานประจำถึงจะต้องมีการพักเบรกช่วงครึ่งทางของการทำงาน ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงกะเช้า กะบ่าย หรือกะเด็กก็ตาม จะต้องมีชั่วโมงพักเบรกเป็นช่วงครึ่งทางของจำนวนชั่วโมงในการทำงาน ไม่ค่อยมีบริษัทไหนหรอกที่จะปล่อยพักเบรกซัก 1 ชั่วโมงก่อนเลิกงาน ไม่มีแน่นอน หรือถ้ามีคงจะไม่ค่อยมีพนักงานคนไหนที่ที่ทนทำได้นานสักเท่าไหร่เพราะร่างกายมีความเหนื่อยล้า

ดังนั้น เวลาของเราควรจะแบ่งให้เหมาะสมคือ หากเราต้องทำงานวันละ 10 ชั่วโมงเต็มเราอาจจะแบ่งเวลาพักว่า 3 ชั่วโมงพักเบคซัก 30 นาทีและอีก 3 ชั่วโมงรับฟังไปอีกซัก 30 นาทีแบบนี้เป็นต้น การทำงาน 10ชั่วโมงติดต่อกัน รับประกันว่าอาจจะมีงานและต้องมานั่งแก้ใหม่หรือร่างกายของเรารู้สึกเพลีย ทำ 10 ชั่วโมงยิงยาวทุกวันไปตลอดคงไม่ไหว มีเวลาพักระหว่างเวลาทำงาน นี่คือการบริหารเวลาที่ถูกต้องและส่งผลดีกับตัวของเราเองด้วยแบ่งเวลางานให้ถูกหลัก มีเวลาพักให้เพียงพอเพื่อ ตัวของเราเอง

แบ่งเวลางานอย่างฉลาด

บริหารเวลาทำงาน

จัดสรร 8 ชั่วโมงต่อวัน ให้ได้เนื้องานมากขึ้น

จัดสรรเวลาทำงาน

คนทำงานประจำจะใช้เวลาต่อวันที่ทำอยู่ที่ราวๆ 8 ชั่วโมงต่อวัน ไม่รวมเวลาพักเบรค หรือบางคนอาจจะสามารถทำโอทีได้ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ใน 8 ชั่วโมงนี้เราจะทำยังไงให้ผลงานของเราได้เพิ่มมากขึ้นจากที่เคยทำหากว่าในแต่ละวันของเราสามารถทำงานเขียนบทความได้เพียง 10 บทความ แล้วจะทำยังไงล่ะให้มันได้เพิ่มขึ้น อาจจะเป็นซัก 13 หรือ 14 บทความภายใน 8 ชั่วโมงเช่นเคย

ใส่ใจสนทุกนาทีของการทำงาน

ทีนี้ เราลองมาดูกันก่อนว่าในแต่ละวันของเรานั้น ช่วงเวลาการทำงานเราได้มีการทำอะไรอย่างอื่นที่เป็นเรื่องเล็กน้อยนอกเหนือจากการเขียนบทความบ้างหรือไม่ อาทิเช่น การที่เราเข้าเปิดเว็บไซต์ Facebook เพื่ออ่านข่าวไหลไปเรื่อยเรื่อยแล้วค่อยสลับกับมาเขียนบทความ หรือการพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานจนเคยชิน ทำให้สุดท้ายงานจึงไม่ค่อยได้ทำ หรือแม้แต่การเอ้อระเหยคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยโดยที่ไม่ได้ฝักใฝ่อยู่ที่เนื้องานของเรา หากว่าเรายังมีสิ่งเหล่านี้ปะปนอยู่ในช่วงเวลาการทำงานแล้ว สุดท้ายผลที่ออกมาก็คือโดนเจ้านายจี้งาน ว่าทำไมงานไม่มีความคืบหน้าเลย ไม่คุ้มกับค่าจ้างงาน เราจำเป็นที่จะต้องตัดส่วนที่ไม่ใช่เนื้องานออกจากเวลาทำงานให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะโดนไล่ออก

ใน 8 ชั่วโมงนั้น หากว่าเราสามารถตัดเรื่องของการเล่น Facebook ออกไปได้ หรือลดการพูดคุยกับเพื่อนในเรื่องที่ไม่มีความจำเป็น ไม่ใช่ว่าไม่พูดไม่จานั่งเงียบอยู่คนเดียว อันนั้นก็ไม่ถือว่าถูกต้องเพราะเหมือนกับทำงานอยู่ในโลกส่วนตัวคนเดียว ไม่ควรจะไปทำงานประจำ เมื่อเราสามารถบริหารจัดการสิ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้องานได้แล้ว เราจะพบว่าใน 8 ชั่วโมงของการทำงานนั้นยังมีเวลาอีกเหลือเฟือที่เราจะสามารถเพิ่มเนื้องานได้อีก อาจจะเพิ่มได้สัก 30%-50% เลยทีเดียว

มันก็อยู่ที่ว่าเรามีความคล่องมากแค่ไหน นอกเหนือจากการบริหารจัดการเวลาคงจะเป็นเรื่องของความคล่องตัวในเนื้องานที่เราทำ แต่ส่วนมากใครที่ทำสายอาชีพไหนก็จะมีความเข้าใจอยู่ในงานของอาชีพตัวเองอยู่แล้ว เพื่อให้ได้เนื้องานที่มากขึ้น ลองมาจัดสรร 8 ชั่วโมงต่อวันของช่วงเวลาที่เราทำงานให้มีประโยชน์มากกว่าเคย ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกให้หมด รับรองว่างานเราจะก้าวกระโดดไปได้อีกขั้นหนึ่งเลยทีเดียว

จัดการเวลา

เรื่องของเวลา

“เวลา” สิ่งที่มีค่ามากในชีวิต

เวลาที่เหลืออยู่

ไม่ว่าคุณจะรู้สึกหดหู่กับชีวิต ที่รู้สึกเกิดมาไม่มีอะไรดีนัก ไม่ได้เกิดมารวย ไม่ได้เป็นเศรษฐี ไม่ได้หน้าตาดี ไม่ได้มีคนรักมากมายอะไรนัก แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่ละคนย่อมมีบุญของชาติก่อนที่ได้รับมาแตกต่างกัน บางคนก็เกิดเป็นลูกเศรษฐีมีครบทุกอย่าง บางคนก็เกิดเป็นลูกยาจกต้องดิ้นรนขวนขวายด้วยตัวเอง

สิ่งที่มีค่ามากกว่าสิ่งที่เรากำลังคิดอยู่นั้น มันมีอยู่อย่างหนึ่งที่น่าสนใจและทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันเกือบหมด นั่นคือ “เวลา” โดยเวลาของแต่ละคนนั้นจะมีอายุขัยที่ค่อนข้างใกล้เคียงกันคือราว 60 ถึง 80 ปีก็จะเสียชีวิตกันโดยส่วนมาก ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าเรารู้จักดูแลสุขภาพดีแค่ไหน รวมไปถึงเราเป็นโรคติดเชื้อมาจากกรรมพันธุ์หรือเป็นโรคร้ายแรงหรือเปล่า หากเป็นโรคร้ายแรง เราก็จะมีเวลาชีวิตน้อยกว่าคนอื่นโดยรวม อย่างไรก็ดี ไม่ว่าเราจะมีอายุที่ยืนยาวหรือรู้สึกว่าร่างกายอ่อนแอผิดปกติจากคนทั่วไป เวลาก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญมากอยู่เสมอ

ทำได้เกือบทุกอย่าง ถ้ามีเวลาเหลือ

เราจะสามารถปั้นตัวเองให้กลายเป็นเศรษฐี ได้เราก็ต้องใช้เวลา เราจะพยายามขวนขวายจีบคนที่ดูสวยดูหล่อให้มาเป็นแฟน เราก็จำเป็นจะต้องใช้เวลาเป็นองค์ประกอบ เราจะพยายามปรับทัศนคติตัวเอง พยายามนั่งสมาธิฝึกปฏิบัติตนให้มีใจสงบ เราก็ต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะอารมณ์ของตัวเราเอง ดังนั้น เวลาจึงเป็นสิ่งที่มีค่ามาก บล็อกนี้เราจะมาพูดกันเรื่องของการบริหารจัดการเวลาให้ดีที่สุดต่อการดำรงชีวิตในแต่ละวัน

การที่เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์นั้น มันก็เหมือนกับว่าเรากำลังล้าหลังคนอื่นไปอยู่เรื่อยทุกวัน น้อยคนนักที่ไม่อยากมีเวลาในชีวิตเยอะ ส่วนมากเราก็อยากจะอายุยืนหรือมีเวลาในแต่ละวันให้เยอะยาวนานที่สุด มีเรื่องที่เราอยากทำตั้งเยอะแยะมากมาย ดังนั้น เราจะต้องมารู้จักการจัดสรรปันส่วนเรื่องของเวลาให้เราสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขและเกิดประโยชน์มากที่สุด ไม่ว่าจะทั้งเพื่อตัวเอง สังคม คนรอบข้าง หรือครอบครัวของเราก็ตาม การบริหารเวลานั้นย่อมเป็นประโยชน์กับเราอย่างแน่นอน ทั้งการงานและไลฟ์สไตล์ในการดำรงชีวิต มาเรียนรู้การบริหารเวลาด้วยกันเถอะ

เวลาที่เสียปล่าว